← Feed

Academy

Published:

พวกเรามีอายุยืนยาวกว่าบรรพบุรุษจริงหรอ

Author Avatar

Tao Pundit

Author

Last updated:

แชร์:
Header Image
ความเชื่อหนึ่งที่มักเล่าต่อกันอย่างแพร่หลาย ไม่ว่าจะเป็นตามสื่อต่าง ๆ คือข้อสันนิษฐานที่ว่า มนุษย์ในอดีตมีอายุขัยสั้นมากและมักจะแก่ชราและเสียชีวิตเมื่ออายุได้เพียง 30 ถึง 50 ปี และเรามักจะจินตนาการว่าคนอายุ 40 คือคนแก่หลังค่อม แต่ความจริงคือ ร่างกายมนุษย์เมื่อ 2000 ปีก่อนกับร่างกายเราตอนนี้แทบไม่ได้ต่างกันมากนัก คนในวัย 40 ยุคนั้นยังคงแข็งแรงดีเหมือนกับเราในยุคปัจจุบัน และยังมีชีวิตอยู่ได้ยืนยาวจนถึงอายุ 70 ปีขึ้นไป
การศึกษาของ Menelaos L. Batrinos รวบรวมข้อมูลของนักปราชญ์และชายผู้มีชื่อเสียงในศตวรรษที่ 5 และ 4 ก่อนคริสตกาล จำนวน 83 คน พบว่ามีอายุเฉลี่ยถึง 71.3 ปี บุคคลในประวัติศาสตร์ที่มีอายุสูง เช่น โซโฟคลีส (Sophocles) เสียชีวิตในวัย 90-92 ปี, ดีโมครีตุส (Democritus) อายุ 90 ปี, เพลโต (Plato) อายุ 80 ปี, ไอโซเครตีส (Isocrates) อายุ 98 ปี, เซเนกาผู้พ่อ (Seneca the Elder) อายุ 92 ปี, กาเลน (Galen) อายุ 87 ปี รวมถึงนักคิดอย่าง เซโนฟานีส (Xenophanes) ที่รจนาบทกวีกล่าวถึงความชราภาพของตนเองในวัย 92 ปี
image

รูปปั้นของ เพลโต นักปรัชญาชาวกรีก ผู้มีอายุยืนยาวถึง 80-81 ปี

ความเข้าใจผิดว่ามนุษย์ในยุคอดีตอายุขัยสั้น เกิดจากความสับสนระหว่าง อายุขัยเฉลี่ย (Mean Lifespan) และ อายุฐานนิยมเมื่อเสียชีวิต (Modal Age at Death) ในยุคปัจจุบันผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่จะอยู่ในวัยชรา แต่ในยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรมนั้น การเสียชีวิตค่อนข้างกระจายตัวแบบสองขั้ว (Bimodal Distribution) กล่าวคือ การเสียชีวีตส่วนมากจะเกิดขึ้นกับเด็กแรกเกิด (0-5 ปี) และคนชรา (70 ปีขึ้นไป)
ด้วยยุคนั้นอัตราการเสียชีวิตในวัยแรกเกิดสูงมาก ๆ สมมติว่าในหมู่บ้านยุคโบราณแห่งหนึ่ง มีเด็กเกิดใหม่จำนวน 2 คน เด็กคนแรกโชคร้ายติดเชื้อในระบบทางเดินอาหารและเสียชีวิตเมื่ออายุได้ 1 ปี ในขณะที่เด็กคนที่สองสามารถรอดพ้นจากโรคภัยไข้เจ็บในวัยเยาว์ เติบโตเป็นผู้ใหญ่ และท้ายที่สุดเสียชีวิตด้วยโรคชราเมื่ออายุ 79 ปี เมื่อนักสถิตินำอายุของบุคคลทั้งสองมาคำนวณหาค่าเฉลี่ยผลลัพธ์ทางคณิตศาสตร์คือ (1 + 79) / 2 = 40 ปี
หากเราประเมินจากตัวเลข 40 ปีเพียงอย่างเดียว อาจไม่สามารถสรุปได้ว่า ผู้คนในหมู่บ้านแห่งนี้ส่วนใหญ่ตายเมื่ออายุ 40 ปี เพราะในความเป็นจริง ไม่มีประชากรแม้แต่คนเดียวในหมู่บ้านที่เสียชีวิตในวัย 40 ปี พวกเขาเสียชีวิตในวัยทารก หรือไม่ก็มีอายุยืนยาวไปจนถึงวัยชรา
เหตุผลที่ทำให้ค่าเฉลี่ยต่ำขนาดนี้ เนื่องจากในสังคมอดีตก่อนที่มนุษย์จะมีความเข้าใจทฤษฎีที่เกี่ยวกับเชื้อโรค และก่อนจะมีวัคซีนกับยาปฏิชีวนะ อัตราการเสียชีวิตของทารกแรกเกิด มักจะสูงถึง 150-200 รายต่อทารกแรกเกิด 1,000 คน อันเนื่องมาจากสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยเชื้อก่อโรค การขาดแคลนน้ำสะอาด ระบบสุขาภิบาลที่เลวร้าย และการพึ่งพาภูมิคุ้มกันที่ยังไม่พัฒนาเต็มที่ ทำให้เกิดโรคติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร โรคอุจจาระร่วง ภาวะขาดน้ำ และโรคติดเชื้อทางเดินหายใจได้อย่างง่ายดาย
นอกจากนี้ ในช่วงศตวรรษที่ 18-19 เมื่อแพทย์ผู้ชายเริ่มเข้ามามีบทบาทในการทำคลอดและมีการตั้งโรงพยาบาลผดุงครรภ์ อัตราการเสียชีวิตของมารดากลับพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง (บางแห่งสูงถึง 85 ต่อ 1,000 การเกิด) สาเหตุเกิดจากการที่แพทย์มักไปผ่าตัดศพก่อนแล้วมาทำคลอดโดยไม่ได้ล้างมือ นำไปสู่การแพร่กระจายของแบคทีเรียที่ทำให้เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด ก่อนที่ทฤษฎีการทำคลอดปลอดเชื้อ จะได้รับการยอมรับในช่วงปลายทศวรรษ 1880 ทำให้ผู้หญิงในยุคคริสต์ศตวรรษที่ 15-17 มีความเสี่ยงที่ต่อการเสียชีวิตสูงกว่าผู้ใหญ่วัยเดียวกันสูงถึง 4-5 เท่า
บทสรุป
คำกล่าวที่ว่ามนุษย์ในอดีตมีอายุขัยที่สั้นเป็นความเข้าใจที่เกิดจากการตีความตัวเลขสถิติอย่างผิวเผิน ความจริงคือ อายุขัยเฉลี่ย ที่ต่ำเกิดจากอัตราการเสียชีวิตของเด็กทารกที่สูงผิดปกติ ไม่ใช่เพราะผู้ใหญ่ในยุคนั้นแก่ชราและล้มตายเร็วกว่าเรา หากบุคคลใดสามารถผ่านพ้นช่วงอันตรายของวัยเด็ก 5 ปีแรกมาได้ ก็มักจะมีชีวิตยืนยาวไปจนถึงวัย 70-80 ปีนั้นมีอยู่จริงและไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด
ดังนั้น สิ่งที่แยกยุคสมัยของเราออกจากอดีตอย่างแท้จริง ไม่ใช่ความสามารถในการมีชีวิตยืนยาวในวัยผู้ใหญ่ แต่คือความสามารถในการปกป้องชีวิตตั้งแต่แรกเกิด ผ่านการพัฒนาด้านสาธารณสุข วัคซีน ยาปฏิชีวนะ และมาตรฐานสุขอนามัยที่ดีขึ้น ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้ตัวเลขอายุขัยเฉลี่ยพุ่งสูงขึ้น ไม่ใช่เพราะร่างกายมนุษย์เปลี่ยนไป
← บทความก่อนหน้า
ทำไมการเปลี่ยนใจถึงมีโอกาสชนะมากกว่า? (Monty Hall problem)
Academy

ทำไมการเปลี่ยนใจถึงมีโอกาสชนะมากกว่า? (Monty Hall problem)

ด้วยความที่ช่วงนี้มีความสนใจเกี่ยวกับ paradox ทางคณิตศาสตร์และสถิติมากพอสมควร จึงเริ่มศึกษาหาข้อมูลและเขียนบทความนี้ขึ้นมา ให้ผู้อ่านได้รับชมกันครับ :D

บทความถัดไป →
รู้จักกับ เซดนา ดาวเคราะห์แคระที่ใช้เวลาถึง 12,000 ปีในการโคจรรอบดวงอาทิตย์ 1 รอบ
Academy

รู้จักกับ เซดนา ดาวเคราะห์แคระที่ใช้เวลาถึง 12,000 ปีในการโคจรรอบดวงอาทิตย์ 1 รอบ

การค้นพบหนึ่งที่ค่อนข้างสะเทือนวงการฟิสิกส์ดาราศาสตร์ที่สุดในช่วงศตวรรษที่ 21 คือการค้นพบวัตถุท้องฟ้าที่อยู่ห่างไกลออกไป ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เคยเชื่อกันว่าว่างเปล่า วัตถุนั้นคือ 90377 Sedna หรือที่รู้จักกันในนาม เซดนา (Sedna) ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในวัตถุที่อยู่ห่างไกลที่สุดที่เรารู้จัก

สำรวจหัวข้ออื่น ๆ ในทุกหมวดหมู่

← กลับไปหน้า Feed

ไม่อยากพลาดอัปเดตจากเต่าบัณฑิต?

สามารถเข้ามาพูดคุยกันได้ที่ Discord ของเรา หรือกดติดตามเพจ Facebook เพื่อรับข่าวสารและกิจกรรมใหม่ ๆ จากชมรมเต่าบัณฑิต!

Yanisa with Tablet